“Ketogenic Diet” เทรนด์ไดเอทแนวใหม่ ยิ่งกินไขมันเท่าไหร่ น้ำหนักยิ่งลด!

“Ketogenic Diet” เทรนด์ไดเอทแนวใหม่ ยิ่งกินไขมันเท่าไหร่ น้ำหนักยิ่งลด!
การออกกำลังกายถึงจะเป็นวิธีการเผาผลาญไขมันที่ดีที่สุด แต่ก็ใช่ว่าเราทุกคนจะสามารถทำได้ เพราะต้องอาศัยทั้งวินัยและความสม่ำเสมอ ซึ่งตามมาด้วยข้อจำกัดมากมาย เราจึงมักมองหาวิธีหรือสูตรลดน้ำหนักอื่นๆ มาทดแทน  หนึ่งในนั้นคือการไดเอทแบบ “Ketogenic Diet” หรือที่เรียกกันว่า คีโต ไดเอท

Ketogenic Diet ดียังไง?
คีโตเจนิค ไดเอท คือการกินที่เน้นไขมันสูง ตามด้วยโปรตีน ลดคาร์โบไฮเดรต แล้วแทนที่ด้วยไขมันจากพืชและสัตว์ ยิ่งไขมันสูงเท่าไหร่ยิ่งดี!

ทำไมกินไขมันแล้วยิ่งดี?
เพราะการกินแบบคีโตเจนิค คือการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลลง ทำให้ร่างกายจากที่เคยได้กลูโคสจากน้ำตาลและแป้งมาใช้เป็นพลังงาน ต้องหาแหล่งพลังงานอื่นๆ มาแทนที่ นั่นก็คือ ‘ไขมัน’ เรียกง่ายๆ คือ ร่างกายจะดึงเอาไขมันมาเผาผลาญแทนนั่นเอง

รู้หรือไม่?
ไขมันและโปรตีนมีฤทธิ์ช่วยลดความอยากอาหาร จะไม่รู้สึกหิวบ่อย แถมยังอิ่มเร็วขึ้น

วิธีการกิน Ketogenic Diet อย่างถูกต้อง
อย่างแรกเลยคือการจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตให้ต่ำ ถึงต่ำมาก เน้นทานไขมัน ซึ่งต้องเป็นไขมันที่มาจากธรรมชาติ เช่น อะโวคาโด เนย ชีส น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลสูง, ไขมันที่ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ต่างๆ

3 ภาวะคีโต เริ่ม-ระหว่าง-หลังกิน

Keto Flu (ระยะ 2-3 วันแรก)
ร่างกายจะโหยหาน้ำตาลอย่างหนัก อ่อนเพลีย มึนๆ นอนไม่หลับ ท้องไส้ปั่นป่วน แก้ด้วยการทานอาหารให้มากขึ้น โดยเฉพาะรสเค็ม ดื่มน้ำเยอะๆ

Ketosis (ระยะ 1-2 อาทิตย์)
เมื่อร่างกายไม่ได้รับน้ำตาลหรือแป้งเลย จะเริ่มดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงาน น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว อดทนอีกนิด เพราะเป็นสัญญาณที่ดีแล้วว่าร่างกายเริ่มปรับตัวได้

Keto Adapted (ระยะ 1 เดือนเป็นต้นไป)
ร่างกายเริ่มปรับสภาพได้ ชิลล์ๆ ไม่อยากน้ำตาล เบิร์นไขมันได้เต็มที่ น้ำหนักที่เกิดจากการสะสมไขมันเริ่มลงอย่างเห็นได้ชัด

Ketogenic กินอะไรได้บ้าง?

แน่นอนว่าการลดน้ำหนักก้วย Ketogenic Diet เป็นระยะเวลานานๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อร่างกาย เช่น ร่างกายจะขาดสารอาหารบางชนิด วิตามิน แร่ธาตุ, คลื่นไส้อาเจียน, ปวดศีรษะ, ท้องผูกและพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติตามมาดังนั้นก่อนทานต้องมั่นใจว่าสุขภาพสมบูรณ์ดีและปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิด