"โอบกอดต้นไม้ และมีกบเป็นเพื่อน"

นายแพทย์รังสฤษฏ์ กาญจนะวณิชย์

“หมอหม่อง" หรือนายแพทย์รังสฤษฏ์ กาญจนะวณิชย์ รับราชการเป็นอาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่หลายคนบอกว่าอาชีพหลักของคุณหมอน่าจะเป็น Nature Mentor หรือทูตธรรมชาติมากกว่า ในช่วงเดือนก่อนๆ ในโซเชียลมีเดียต่างแชร์เรื่องราวที่คุณหมอฯ ทำเสื้อยืดสกรีน "I Survived the Air in Chiang Mai” นำไปจำหน่ายที่ถนนคนเดิน เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ในการทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้คนตระหนักถึงภัยระยะยาวของฝุ่นละออง pm 2.5  แต่คุณหมอรณรงค์เรื่องนี้มายาวนานกว่านั้น คือตั้งแต่ราว 8 ปีก่อน

อีกบทบาทที่ต่อเนื่องมา 20 ปีแล้ว คือประธานชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา ที่จะคอยบอกต่อทุกๆ คนว่า "ธรรมชาติคือบ้าน" ของเรา เพื่อที่จะบอกว่า คนไม่ได้มีเพียงมนุษย์เป็นเพื่อนหรือเป็นญาติ แต่สัตว์ ต้นไม้ และธรรมชาติรอบตัวก็เป็นญาติเราเช่นกัน 

"ผมก็เป็นเด็กกรุงเทพฯ อยู่สุขุมวิทนี่แหละ เมื่อ 50 ปีที่แล้ว มีท้องนาอยู่ข้างหลัง มีคลองอยู่หน้าบ้าน"  

“ผมคิดว่าผมโชคดีมาก ที่แม่ให้สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดคือให้ผมได้มีโอกาสใกล้ชิด ได้เรียนรู้ธรรมชาติ เปิดประตูโลกธรรมชาติให้ผมไปรู้ว่าโลกนี้มีอะไรน่ามหัศจรรย์มากมาย ทั้งการสัมผัสของจริง ทั้งผ่านนิทานที่เล่าก่อนนอนต่างๆ ผมเลยคิดว่าสิ่งนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ผมมอบให้กับลูกต่อไป"

ปัจจุบัน คุณหมอ ภรรยา และลูกสาววัยประถม 6 ที่อยู่ในบ้านบนตีนดอยสุเทพที่เชียงใหม่ ที่ที่คุณยายของคุณหมอซื้อไว้ ภายในบ้านร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่และนกที่มาอาศัยอยู่ เวลาหน้าแล้งอากาศร้อน คุณหมอจะวางอ่างอาบน้ำให้สำหรับนกเล่นน้ำอาบน้ำ ในวันหยุดคุณหมอและชมรมฯ จัดกิจกรรม Bird Walk ซึ่งคนที่สนใจสามารถเข้าร่วมได้ฟรี คุณหมอบอกว่าเพราะว่า "ไม่ได้ใช้งบอะไร เป็นระบบ Volunteer จะใช้ก็เพียงเวลา" (ยิ้ม) 

 

“ระยะทางเดินชมนก300 เมตร แต่เราจะเดินเป็นชั่วโมง เพราะเราค่อยๆ ไป ให้เขาได้เห็นอะไรที่บางครั้งเขามองข้ามไป นกสามัญประจำบ้านมีอะไรบ้าง ใบไม้แทบทุกใบก็มีนิทานให้เล่า" คุณหมอกล่าว 

สิ่งที่ผมพยายามจะให้ลูกคือ ให้เขามีโอกาสสัมผัสธรรมชาติให้มาก ให้เค้าได้ปีนต้นไม้ ได้ช้อนลูกอ๊อด ผมไม่อยากให้เด็กกลัว หรือมองแมลง มองสัตว์เป็นสิ่งแปลกปลอม ปัจจุบัน เด็กๆ มีแนวโน้มถูกดึงออกจากธรรมชาติ เมื่อห่างเหิน ก็จะไม่เกิดความเชื่อมโยง ไม่เห็นว่าธรรมชาติมีความสำคัญต่อชีวิตเขาอย่างไร เราจะไม่รักสิ่งที่เราไม่รู้จัก และเราจะไม่ปกษ์ปักรักษาในสิ่งใดที่เราไม่รัก" 

คุณหมอเล่าให้เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างวิถีชีวิตเรากับธรรมชาติอย่างง่ายว่า การกินแฮมเบอร์เกอร์ 1 ชิ้นของเรามีผลต่อการเกิดภัยแล้งและน้ำท่วมอย่างไร เมื่อบริโภคเนื้อสัตว์เยอะ ก็ต้องมีการขยายพื้นที่เกษตรในการปลูกพืชสำหรับอาหารสัตว์มาก จากนั้นป่าต้นน้ำเลยลดลง ทำให้เกิดน้ำท่วมเพราะไม่มีต้นไม้รองรับน้ำฝน นั่นคือปัญหาที่เคยเกิดขึ้นที่จังหวัดน่าน

เรามีทุเรียนหมอนทองรับประทาน เพราะมีค้างคาวคอยผสมเกสรให้ต้นติดลูกออกผล เนื่องจากดอกทุเรียนบานกลางคืน ในช่วงเวลาที่ค้างคาวออกหากิน เมื่อโรงงานปูนซีเมนต์ระเบิดภูเขาหินปูน ซึ่งมีถ้ำที่เป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาว ทำให้ค้างคาวต้องอพยพออกจากพื้นที่ ทำให้เกษตรกรสวนทุเรียนได้รับผลกระทบ นี่เป็นเรื่องความมั่นคงทางอาหารเลยทีเดียว 

จากประสบการณ์ตรง คุณหมอเล่าว่าที่ประเทศอิสราเอลซึ่งเคยเดินทางไปสัมผัส ที่นั่นต้องปลูกทุกอย่างบนทะเลทราย เขาจำเป็นต้องนำเข้าผึ้งเพื่อการปลูกและการผลิตกันเลย แต่หลายคนมองผึ้งว่าน่ากลัว มีพิษ จะมาต่อยเรา หรือมองไม่เห็นคุณค่าของผึ้ง 

หากตื่นขึ้นมาวันหนึ่ง ไม่มีผึ้งสักตัวบนโลก เราจะพบว่าในซูเปอร์มาร์เก็ตเรา อาหารจะหายไปครึ่งนึงเลยทีเดียว! 

เมื่อมองย้อนไป คุณหมอในวัยเด็ก สนุกตื่นเต้นเมื่อครอบครัวพาไปเขาใหญ่ คุณพ่อต่อเรือพาออกทะเลไปยังเกาะต่างๆ ในอ่าวไทย สมัยนั้นชะอำเป็นพื้นที่โล่ง เต็มไปด้วยปูลม ชายหาดยาวสุดสายตา เกาะสีชังยังมีฉลามให้เห็น 

"ทำให้เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมายในช่วงชีวิตเรา เราได้เห็นว่าเราสูญเสียไปมากแค่ไหน เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราอยากจะมีส่วนที่จะหยุดยั้ง ทำให้สิ่งที่ยังเหลืออยู่ยิ่งมีคุณค่ามาก เราต้องช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ได้" 

"ผมรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเมืองของเราไม่เอื้อ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องพยายามหาโอกาสใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ในเมื่อเราอยู่ในเมือง ก็ให้มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้นในเมือง ช่วยกันพยายามทำอย่างไรให้มีธรรมชาติในเมืองมากขึ้น บ้านใครอยู่คอนโดฯ ก็ปลูกต้นไม้นิดๆ หน่อยๆ ใช้ชีวิตกลางแจ้งให้มากขึ้น การออกไปใช้ชีวิตและสัมผัสธรรมชาติจะช่วยเยียวยาเรา และใช้ชีวิตให้ช้าลงบ้างในบางจังหวะ" 

เพื่อให้เราอยู่ใน "บ้าน" หรือโลกใบนี้ได้อย่างสมดุล 

facebook : Lanna Bird Club