สวัสดีครับ ผมคือ "หมาช่วยเหลือ"

สุนัขนำทางของผู้พิการทางสายตาแบบน้องลูเต้อร์ คือหนึ่งในประเภทของ "สุนัขช่วยเหลือ" ซึ่งหมายถึงสุนัขที่ให้การช่วยเหลือผู้พิการทั้งทางตา หู หรือทางร่างกาย สุนัขเหล่านี้จะได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษภายใต้กฏหมาย ได้รับสิทธิในการเข้าถึงยังพื้นที่สาธารณะต่างๆ ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ หรือกระทั่งบนเครื่องบิน

สุนัขช่วยเหลือประเภทต่างๆ
สุนัขช่วยเหลือไม่นับเป็น "สัตว์เลี้ยง" ทั่วไป แต่เป็นสุนัขที่ผ่านการฝึกอบรมขั้นสูง สุนัขช่วยเหลือไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อกั๊ก บังเหียนพิเศษ ติดป้ายพิเศษ สวมปลอกคอใดๆ

สายพันธุ์ที่มักถูกฝึกให้เป็นสุนัขนำทาง

เป็นสุนัขนำทาง ไม่ง่ายนะฮับ
ด้วยหน้าที่สำคัญ และการได้รับสิทธิพิเศษให้เข้าถึงยังทุกสถานที่ น้องหมาเหล่านี้จำเป็นต้องผ่านการเลี้ยงดู ฝึกฝน และทดสอบอย่างหนัก และเจ้าของสุนัขก็จำเป็นต้องดูแลสุนัขเป็นอย่างดี เรื่องอาหารการกิน การตรวจสุขภาพ และการรักษาความสะอาด

สิทธิมนุษยชน อิสระ และเสรีภาพ
พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 20 (8) ระบุว่าคนพิการมีสิทธิที่จะนำ "สัตว์นำทาง เครื่องมือหรืออุปกรณ์นำทาง หรือเครื่องช่วยความพิการใดๆ ติดตัวไปในยานพาหนะหรือสถานที่ใดๆ เพื่อประโยชน์ในการเดินทาง" แต่กลับไม่ได้รับการคุ้มครองในแง่ปฏิบัติ

ส่วนในข้อที่ 9 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ CRPD ซึ่งมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ลงนามด้วย กล่าวถึงความสามารถในการเข้าถึง (Accessibility) ให้คนพิการสามารถดำรงชีวิตได้โดยอิสระ และมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในทุกด้านของการดำเนินชีวิต ทั้งสภาพแวดล้อมทางกายภาพ การขนส่ง สารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แต่กลับไม่ครอบคลุมเรื่องการใช้สุนัขนำทาง มีผลให้มีความนิยมใช้สุนัขนำทางน้อย ข้อมูลปี 2561ระบุว่าในประเทศจีนมีผู้พิการทางสายตาราว 1.7 ล้านคน แต่มีสุนัขนำทางเพียง 200 ตัวเท่านั้น

ที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยมีการจัดตั้งศูนย์ฝึกสุนัขนำทางหลายแห่ง แต่สุดท้ายก็ต้องปิดตัวลง ร้านอาหาร โรงแรม และขนส่งต่างๆ ก็ยังมีข้อจำกัด และห้ามไม่ให้สุนัขนำทางเข้า แม้ว่าจะมีกฎหมายอนุญาตให้สุนัขนำทางเข้าถึงทุกสถานที่ก็ตาม

จากการต่อสู้กรณี "น้องทรายกับลูเต้อร์" ทำให้ปัจจุบันสุนัขนำทางสามารถจะขึ้นรถ BTS ได้ เข้าห้างสรรพสินค้าบางแห่งได้ และอีกหลายหน่วยงานกำลังตื่นตัวที่จะตอบรับในการคุ้มครองผู้พิการในข้อนี้ นับเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความเท่าเทียมในสิทธิและเสรีภาพมนุษยชน