เรื่องราวที่ลิขิตวันนี้ให้ "รอมแพง"

ภายหลัง "พรหมลิขิต" นิยายภาคต่อของ "บุพเพสันนิวาส" ตีพิมพ์ออกมาได้ไม่นาน ก็ถูกพิมพ์ซ้ำรวมกว่า 40,000 เล่มไปเรียบร้อยแล้ว เรียกว่าคุณอุ้ย จันทร์ยวีร์ สมปรีดา นักเขียนนามปากกา "รอมแพง" เจ้าของผลงานข้างต้น ต้องเซ็นหนังสือทั้งที่บ้านและที่งานมหกรรมหนังสือฯ ที่ผ่านมากันจนเมื่อยทีเดียว

ในวัย 43 นักเขียนสาวท่านนี้เขียนนิยายมาแล้ว 13 ปี รวม 22 เรื่อง ถูกสร้างเป็นละครแล้วทั้งช่อง 3 และช่อง 7 รวม 6 เรื่อง ไม่นับรวม "พรหมลิขิต" ที่คาดว่าจะสร้างเสร็จและออกอากาศปีหน้า

นักอ่านใน Pantip.com ในห้องถนนนักเขียนรู้จักผลงานของรอมแพงดี รอมแพงจะมีธรรมชาติในการโพสต์นิยายแต่ละเรื่องแบบรายวัน วันละตอน ก่อนหน้านั้นรอมแพงทำงานมาแล้วทั้งตำแหน่งเซลส์เครื่องสำอาง เซลล์ขายบ้าน เลขาทนายความ หรือธุรการ แต่ด้วยแววหนังเขียนฉายจนใครต่อใครเห็น ผู้หญิงคนนี้จึงเข้าสู่ถนนสายนักเขียนเต็มตัว และเป็นอาชีพหลักในตอนนี้

 "หลักในการสร้างสรรค์งานของเราคือ พยายามคิดถึงคนอ่าน คิดถึงคนที่รับสารจากเรา คิดถึงวัตถุประสงค์ในการเขียน เราอยากบอกเล่าอะไร นี่คือหลักแรกเลยที่เราจะตัดสินใจเขียนสักเรื่อง คือนึกถึงว่าคนอ่านจะได้อะไรจากนิยายเรา"

 "มาจากฐานสำคัญสุดอันแรกเลยคือ อยากให้คนอ่านแล้วมีความสุข"

นิยายเรื่องอื่นๆ ของรอมแพงมี อาทิ มิติรักข้ามดวงดาว ปักษานาคา พรายพระพรหม ดาวเกี้ยวเดือน สายลับลิปกลอส ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากความชอบเขียนในแนวแฟนตาซีหรือเหนือจริง

"สำหรับ พรหมลิขิต ภาคต่อของบุพเพสันนิวาส จะเป็นเรื่องราวยุคของพระเจ้าท้ายสระ ห่างจากภายหลังสมเด็จพระนารายณ์สิ้นประมาณ 20 ปี พระเอกเป็นลูกชายฝาแฝดคนเล็กของการะเกดกับพระยาวิสูตรสาคร วัย 20 ปี ซึ่งเป็นอายุของผู้ชายที่เติบโตพอจะออกเรือน ในเรื่องนี้เกศสุรางค์มีบทบาทตลอดทั้งเรื่อง" รอมแพงเผยกับ Celeb@Home

"ข้อมูลในยุคนี้มีน้อย ประวัติศาสตร์ที่นำมาใช้เป็นเพียงส่วนนึง เลยต้องพยายามหาทางอื่นเช่นเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ต่างๆ มาเติม คาดว่าจะมีการเปิดกล้องปลายปีนี้ค่ะ" เธอเล่าว่าพรหมลิขิตจะยังคงเป็นนิยายสไตล์โรแมนติก คอมเมดี้ ที่ใช้ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ในช่วงระยะเวลาหนึ่งมาประกอบกับการจินตนาการ

เหล่านักอ่านที่ไปสอยหนังสือพรหมลิขิตมาอ่านเรียบร้อยแล้ว มีฟีดแบ็คว่า "ฟิน" พระเอกนางเอกรุกหนัก อ่านสนุก และเป็นการจบที่สมบูรณ์ และ "ตอบคำถามที่เคยมีในบุพเพสันนิวาสได้ดี"

โดยนางเอกของเรื่องจะคนละทางกับเกศสุรางค์โดยสิ้นเชิง ไม่ใช่คนมองโลกในแง่ดี และมีบาดแผลในชีวิต

ความสำเร็จของบุพเพสันนิวาสที่เขียนตัวละครหญิงบุคลิกแบบเกศสุรางค์และเป็นแรงกระเพื่อมให้กับกระแสความเป็นไทยทั่วบ้านทั้งเมือง ทำให้หลายคนสงสัยว่าเด็กหญิงรอมแพง เกิดและเติบโตมาใน "บ้าน" แบบไหน

"เป็นบ้านที่คุณพ่อดุมาก คุณแม่เป็นช้างเท้าหลัง เป็นหน่วยปลอบประโลม คอยเช็ดน้ำตา ให้นอนหนุนตัก คุณพ่อไม่สอนด้วยคำพูด ให้อิสระในการคิด จัดการเรื่องราวต่างๆ และตัดสินใจด้วยตนเอง"

รอมแพงเกิดและเติบโตที่ อ. สิชล จ. นครศรีธรรมราช เธอเล่าว่า เด็กนครฯ ตอนมัธยมไม่ค่อยมีอะไรให้เล่น เยาวชนจะอยู่ตามร้านน้ำชา กินชาร้อน ปาท่องโก๋ โรตี ในขณะที่คุณอุ้ยชอบไปร้านเช่าหนังสือที่แยกบ้านแขกในเมืองนครศรีธรรมราช

เด็กหญิงอุ้ยโดนแม่ตีเกือบทุกวัน เนื่องจากแม่ให้สตางค์ไปเรียนวันละ 5 บาท แต่อุ้ยใช้ 2 บาทซื้อข้าว อีก 3 บาทไปซื้อหนังสือการ์ตูนเล่มละบาทอ่าน

รอมแพงอ่านหนังสือวันละ 2 เล่มตั้งแต่ประถม ผ่านวัยอุดมศึกษาที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เติบโตมากับหนังสือของทมยันตีและนิยายแฟนตาซีของแก้วเกล้า "เราจำข้อคิดข้อปฏิบัติที่นางเอกควรกระทำมาปฏิบัติด้วย ผู้หญิงจะเป็นตัวเอกและมีความเป็นเฟมินิสต์สูง"

แฟนนิยายรอมแพงจะรู้ดีว่าตัวละครที่เป็นตัวเดินเรื่องของเธอมักจะเป็นผู้หญิง เรื่องราวจะจบแบบ "แฮปปี้" และตลอดเรื่องอ่านแล้วยิ้ม นั่นคือความพิเศษและเสน่ห์ของรอมแพง

"ในฐานะนักเขียน เราเล่าไปตามที่เราอยากจะเล่า แค่นั้นก็พอแล้ว เป็นการบอกเล่าความคิดอ่านของตัวเองแบบหนึ่ง"

"เราไปกะเกณฑ์คนอื่นไม่ได้ว่าต้องคิดแบบนั้นแบบนี้ เราเป็นแบบที่พ่อเราสอนมา คือให้อิสระ ให้อิสระกับผู้อ่าน เราไม่บังคับว่าอ่านแล้วเธอต้องมีความเป็นไทย หรือเธอต้องเชื่อ ต้องจำในสิ่งที่ฉันบอก อยู่ที่ผู้อ่านว่าจะเลือกอ่านเท่าที่เห็น หรือจะศึกษาต่อ" เธอกล่าว

กาลเวลาบ่มเพาะความเป็นรอมแพงมาจนสามารถจะส่งต่อบางสิ่งบางอย่างสู่สังคมในวงกว้าง วันนี้เธอฝากถึงคนที่กำลังสู้เพื่อความสำเร็จทุกคนว่า เมื่อได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบแล้ว ก็ทำให้ถึงที่สุดเท่าที่เราจะทำได้

ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ คิดให้แปลกแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม