อะไรก็เป็นไปได้ บ้านน้อยของ "ผักเคล" ใจกลางสยาม

ปลูกผักขายบนตึกใจกลางเมืองก็ทำได้นะรู้ยัง

วิลาส ฉ่ำเลิศวัฒน์ ดร. หนุ่มสายไอที ที่ไม่มี Passion เหมือนใครๆ ในการปลูกผักมาก่อน แต่ใช้การวิเคราะห์ความไปได้ กับใช้เทคโนโลยีเป็นตัวนำ เนรมิตฟาร์ม "ผักเคล" ขึ้นบนชั้น 5 ของอาคาร Space@Siam ในสยามสแควร์ซอย 2

คุณวิลาสหรือคุณดิ๊ง เริ่มธุรกิจนี้อย่างจริงจังนับรวมได้ประมาณ 1 ปี และได้เผยแพร่ออกไปเพื่อจำหน่ายได้ราว 4-5 เดือนก่อน ใช้พื้นที่ประมาณ 25 ตารางเมตร ทำฟาร์มไฮโดรโปรนิกส์ผักเคล (Kale) และจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ถุงขนาด 200 กรัม ในราคา 99 บาท หรือกิโลกรัมละ 495 บาท ภายใต้แบรนด์ "noBitter” ปัจจุบันมีลูกค้าประจำอย่างนักกล้ามกับผู้รักสุขภาพและการทำอาหารอยู่ไม่น้อย บ้างมีการจองล่วงหน้าในทุกๆ สัปดาห์

ผักเคล ให้ธาตุเหล็กสูงกว่าเนื้อวัว ให้แคลเซียมมากกว่านม และมีวิตามินซีสูงกว่าผักโขมถึง 10% และยังมีคาร์บและแคลอรี่ต่ำ นับว่าเป็นผักหายากที่คนรักสุขภาพตามหาเพื่อรับประทาน

Demand แรง
"ผักเคลมี Demand ในตลาด เราพบว่ากลุ่มคนรักสุขภาพมีความต้องการผักชนิดนี้ ถ้าซื้อในซูเปอร์มาเก็ตก็จะเจอแบบผงบดใส่กระป๋อง ถ้าเป็นใบสดก็จะใบไม่ค่อยสวย เนื่องจากมี Supply Chain ที่ยาวนานกว่าผักจะเดินทางมาถึงผู้บริโภค นอกจากนี้การปลูกแบบ Outdoor ยังคอนเฟิร์มปริมาณผลผลิตได้ยาก " คุณดิ๊งกล่าว

"คนเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยทางด้านอาหาร การใช้ยาฆ่าแมลง การมีโลหะหนักตกค้าง ผู้คนเริ่มรู้สึกว่าปลูกกินเองปลอดภัยกว่า และยังมีอีกหลายเทรนด์ที่น่าสนใจอย่าง Aging Society”

"ข้อดีของการปลูกแบบไฮโดรโปรนิกส์ในระบบปิดที่ทำอยู่คือเรารู้ว่าเราให้ธาตุอาหารอะไรกับผักบ้าง ถ้าปลูกในดิน เราจะเช็คได้ยากว่าในดินมีอะไรตกค้างอยู่หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นโลหะหนัก ไวรัส แบคทีเรีย"

คุณดิ๊งอธิบายว่าคอนเซปต์ของธุรกิจ คือการปลูก "ณ จุดขาย" เพื่อเป็น Farm to Table ให้คนเมืองสามารถมีผักที่ปลอดภัยโดยตัดขั้นตอนการขนส่งอันยาวนานออกไป ผลที่ได้คือผักก็จะสดและอร่อย

"เรื่องของ Supply Chain ในการปลูกผัก เป็นที่รู้กันว่าเกษตรกรก็จำเป็นต้องใช้สารเคมีต่างๆ กว่าจะขนส่ง มาจนถึงมือผู้บริโภค แต่เรา Short cut ขั้นตอนต่างๆ นี้ เพื่อให้ชีวิตทุกคนใน Ecosystem ที่เกี่ยวข้องโดยรอบมีชีวิตที่ดีขึ้น เป็นชีวิตที่ไม่ขม

Urban Farmer หรือคนที่เข้ามาดูแลผักและสถานที่ ในหนึ่งวันเขาก็ไม่ต้องทำอะไรมาก มีชีวิตที่สบายขึ้น" เป็นที่มาของชื่อแบรนด์ “noBitter”

แบรนด์ฯ ใช้การประชาสัมพันธ์ช่องทางออนไลน์เพียงอย่างเดียวผ่านเว็บไซต์, fb fanpage, IG, LINE โดยเริ่มจากการโพสต์เผยแพร่ใน facebook ของตนเองก่อน มีกลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มคนใกล้ตัว จากนั้นเริ่มขยายด้วยการยิงโฆษณาออนไลน์ target กลุ่มคนรักสุขภาพ และอยู่ในพื้นที่สยามสแควร์ในระยะ 5-10 กิโลเมตร

การซื้อขายผักทั้งหมดเป็นรูปแบบการพรีออเดอร์สั่งล่วงหน้าและผ่านธุรกรรมออนไลน์ ทำให้ทุกคนสะดวกสบาย ไม่ต้องใช้เงินสด เป็น Cashless society

มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

ก่อนจะเกิดแบรนด์ noBitter ขึ้น ธุรกิจหลัก (ที่ยังทำอยู่) ในปัจจุบันของคุณดิ๊งคือการทำ Software house โดยเป็น Virtual Office ซึ่งพนักงานแต่ละคนทำงานจากแต่ละสถานที่ของตนเอง นอกจากนี้ส่วนตัวยังเคยรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับเครือข่าย StartUp ต่างๆ

คุณดิ๊งจบปริญญาตรี Computer Science จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท MBA จากมหาวิทยาลัย San Francisco State และกลับมาศึกษาและได้วุฒิปริญญาเอกจากจุฬาฯ

คุณดิ๊งบอกว่าการปลูกผักเคลเป็น “Serious Hobby” ที่ทำร่วมกับพี่ๆ ที่ร่วมก่อตั้งอีก3 คน ที่น่าสนใจคือไม่มีใครรู้เรื่องการทำธุรกิจปลูกผักมาก่อนเลย

"เรามองในแง่ของโอกาส ย้อนกลับไปปีกว่าๆ เริ่มจากพี่อั๋นพาร์ตเนอร์ที่เช่าพื้นที่ตรงนี้ (Space@Siam) มองเห็นตึกเก่าๆ ว่างๆ เต็มไปหมด แล้วคิดว่าจะเอาไปทำประโยชน์อะไรดี พอมาดูในเรื่องของเทคโนโลยีก็เจอว่า indoor farming น่าสนใจ มีความเป็นไปได้ อาจจะเรียกว่ามันไม่เริ่มจาก passion เหมือนคนอื่น (หัวเราะ) เพราะเราคุยกันในเชิงเศรษฐกิจมากกว่า”

พื้นที่ Space@Siam เป็น Co-Working Space ที่ทำธุรกิจเปิดให้นักเรียน นักศึกษา และคนทำอาชีพฟรีแลนซ์เข้ามาเช่าใช้นั่งทำงาน โดยมีบริการอินเทอร์เน็ต อุปกรณ์สำนักงาน ปลั๊กไฟ ตู้น้ำ-ของว่าง

ฟาร์มนี้ดำเนินการไปด้วยดี ระบบที่ออกแบบที่ไม่ต้องใช้คนในการดูแลมากมาย มีการ Optimize โครงสร้างให้ราคาถูกที่สุด ใช้วัสดุในประเทศ หาซื้อได้ทั่วไปในท้องตลาด ทั้งนี้ได้ผ่านการลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง เปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายแบบ

แต่อย่างไรก็ตามอีกสิ่งที่คุณดิ๊งและทีมค้นพบก็คือการทำการเกษตรเราต้องรู้จักผักที่จะปลูกเป็นอย่างดี เทคโนโลยีเป็นแค่เครื่องมือที่ทำให้เราทำงานง่ายขึ้น

"ตอนนี้เรารู้จักเคลพอสมควรแล้วว่าเขาชอบอุณหภูมิเท่าไหร่ ต้องให้แสงยังไง การทำ Plant Factory สามารถควบคุมปัจจัยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น เราจัดการแสงด้วย LED ก็ต้องรู้ว่าเขาต้องการ spectrum ช่วงไน ให้ระยะเวลานานเท่าไร หรือเรื่องอุณหภูมิความชื้นที่ควบคุมด้วยเครื่องปรับอากาศ ในน้ำเราก็คอยวัดค่า EC หรือความเหนี่ยวนำไฟฟ้า คอยดูอุณหภูมิของน้ำด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าผักอยู่ในสภาวแวดล้อมที่เหมาะสม”

โดยทั่วไปการปลูกผักเคลแบบ Outdoor ใช้เวลาตั้งแต่ปลูกถึงเก็บเกี่ยวรวม 75 วัน ในขณะที่ผักเคลใน plant factory ของคุณดิ๊งใช้เวลาที่ 30-45 วัน สำหรับปลูกจนสามารถนำออกมาจำหน่ายได้

ความสำเร็จก้าวแรกของการทำธุรกิจผักเคลของทีมนี้ เป็นบทพิสูจน์ว่าโอกาสมีอยู่ทั่วไป แค่หาให้เจอว่าตลาดต้องการอะไร แล้วนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ผักอะไรก็สามารถปลูกได้ทุกที่ไม่ว่าจะที่ไหน

"คอนเซปต์คือการประโยชน์จากสิ่งที่ไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์" คุณดิ๊งกล่าว

หัวใจของ StartUp

นอกจากจะสร้าง Supply ให้กับตลาดผักเคล สิ่งที่คุณดิ๊งและทีมได้สร้างขึ้นคือแรงบันดาลใจแก่ผู้ที่อยากจะประสบความสำเร็จจากการเริ่มธุรกิจ StartUp

“StartUp คือกลุ่มคนที่ใช้เทคโนโลยีในการเข้ามาแก้ปัญหา ทำให้เราทำงานแบบมี Efficiency และสามารถจะ Scale ได้

เรามีคำพูดกันในกลุ่มว่าให้ Fail Fast การทำงานต้อง lean ให้ Build-Measure-Learn คือวัดสิ่งที่สร้างให้ได้ แล้วเรียนรู้จากมัน ถ้ามันเกิดข้อผิดพลาด ก็ต้องหาทางทำใหม่ กลายเป็นวงรอบที่หมุนวนอยู่แบบนี้ แล้วทำวงรอบครั้งใหม่ๆ ให้เร็วที่สุด สุดท้ายมันจะเติบโตได้อย่างไม่น่าเชื่อ"

ซึ่งก่อนจะมาเป็นธุรกิจผักเคลที่หน้าตาสวยงามแบบที่เห็นนี้ ก็ได้ผ่านการ Failed มาแล้วหลายครั้ง แต่ต้องไม่หยุด ไม่ยอมแพ้ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับการทำงานของ noBitter ในเฟส 1 เป็นเรื่องของการทดลองปลูกทดลองตลาด ปัจจุบันนับว่าอยู่ในเฟสที่ 2 คือเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ และมีการตั้งเป้าว่าราวๆ เฟส 4 จะพยายามนำธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์

"เราได้วาง Road map ไว้พอสมควรแล้ว สิ่งที่เราต้องการทำคือการขยายตัวเข้าหาผู้บริโภคให้มากที่สุด ซึ่งในอนาคตอันใกล้จะได้เห็นสาขาของ noBitter กระจายอยู่ทั่วไปใกล้ๆ บ้านคุณ"